Wednesday, March 11, 2020

บทความเรื่องการยึด - ไม่ยึดสินค้าเกี่ยวกับเพศ




บทความเรื่องการยึด - ไม่ยึดสินค้าเกี่ยวกับเพศ

โดย พ.ต.อ.วิษณุ  ตุวยานนท์

        สวัสดีครับ ไม่ต้องตกใจนะครับว่าตำรวจมาเกี่ยวกับอะไรกับเรื่องนี้ คนซื้อจะมีความผิดหรือ? ถึงต้องมีตำรวจมาเกี่ยวข้อง / ที่ผมมาเขียนบทความอันนี้ให้อ่านกัน ก็เนื่องจากว่าผมเป็นสามีของ Webmaster ( คือเป็นสามีของคุณวิชุดา ที่เป็นเจ้าเวบ tuvagroup.com นี้ ) แล้วบังเอิญว่าคุณวิชุดา อยากให้เขียนอธิบายเรื่องการยึด - หรือไม่ยึดวัตถุที่เกี่ยวกับเรื่องเพศน่ะครับ

       ตัวผมเองนั้นเป็นตำรวจทำงานอยู่ที่โรงพักมาจะ 30 ปีแล้ว และก็ทำงานพนักงานสอบสวน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องข้อกฏหมาย การฟ้องผู้ต้องหา และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการยึดสิ่งของผิดกฏหมาย ผิดระเบียบ / แม้ว่าผมจะไม่ใช่พนักงานศุลกากร แต่ว่ารูปแบบการทำงานในส่วนของ "การยึดสิ่งของ" ก็จะคล้ายๆกัน คือจะมีกลิ่นอายของความเป็นข้าราชการไทยคล้ายๆกัน ดังนี้ครับ 


       จะมีระเบียบราชการระบุไว้เกี่ยวกับสถานที่ สำหรับจัดเก็บรักษาของกลาง ก็คือว่าจะต้องจัดให้มีห้องเฉพาะสำหรับการยึดสิ่งของ ( หมายถึงการยึดสิ่งของที่ถูกยึด )  ที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้ และจะต้องมีขนาดพื้นที่เพียงพอที่จะเก็บของที่ยึดไว้ได้เยอะๆ

       อันนั้น คือระเบียบครับ แต่ว่าในทางปฏิบัติ ไอ้เจ้าห้องพวกนี้ มักจะโดนเจ้านาย ใช้เอาไปทำอย่างอื่น เช่นเอาไว้เก็บของส่วนตัวบ้าง ,ของราชการที่เสียแล้ว เช่น แอร์ที่เสีย ฯลฯ

       อันนี้เป็นปัญหาข้อแรกนะครับ นั่นก็คือว่า ไม่ค่อยมีสถานที่ให้เก็บของที่ยึดมา เพราะเจ้านายของพวกเรา ชอบเอาไปใช้ทำอย่างอื่น / ต่อไปเป็นปัญหาข้อ 2 นะครับ

       ปัญหาข้อ 2 ก็คือว่า เวลาของที่ยึดมานั้น ตัวผู้ยึดจะต้องเป็นผู้ดูแลรักษา คือหมายความว่า ถ้ามีบันทึกการยึดส่งมา ตัวเรา ( หมายถึงเจ้าหน้าที่ที่รับเรื่อง ) ก็จะต้องดูแลรับผิดชอบ รักษาของที่ยึดไว้
/ ส่วนที่ว่าจะดูแลรักษาไปนานขนาดไหนนั้น ก็ขึ้นกับว่าของที่ยึดนั้นคืออะไร ซึ่งระเบียบตรงนี้ จะคล้ายๆกับของศุลกากร นั่นคือ

       ถ้าของที่ยึดนั้น ไม่ผิดกฏหมายในตัวมันเอง แต่ผิดเพียงแค่ระเบียบ ( เช่น ไม่เสียภาษี ) - อย่างนี้ เจ้าหน้าที่ก็ยึดไปจนกว่าจะ "ประมูลขายทอดตลาด" เช่นพวกรถไม่เสียภาษี ,เครื่องจักร ,เครื่องยนต์ ฯลฯ

       ถ้าของที่ยึดนั้น มันผิดกฏหมายในตัวมันเอง เช่น เป็นยาเสพติด ,เป็นของผิดลิขสิทธิ์ ,เป็นสินค้าเกี่ยวกับเรื่องเพศ ( คือหมายความว่า เป็นของที่ไม่สามารถประมูลขายทอดตลาดในภายหลังได้ ) - อย่างนี้ เจ้าหน้าที่ก็จะยึดไว้จนกว่า จะมี "การทำลายสินค้าที่ยึดนั้น"

       ซึ่งการยึดทั้งสองรูปแบบนี้ ( คือทั้งที่ยึดไว้ประมูลขายทอดตลาด และยึดไว้เพื่อทำลาย ) ก็ต้องใช้เวลาเก็บไว้กับตัวผู้ยึดไม่ต่ำกว่า 3 - 5 ปี

       แล้วระหว่าง 3 - 5 ปี ที่ว่ายึดนี้ จะเอาของไปเก็บไว้ที่ไหน? คำตอบก็คือว่า ตามระเบียบข้าราชการ ก็คือต้องเอาไปเก็บไว้ที่ห้องสำหรับยึดของ ( เหมือนในรูปที่เห็นข้างบนนั้น ) แต่ปรากฏว่า เจ้านายเราเอาห้องนั้นไปทำอย่างอื่นเสียแล้วสิ

       นั่นก็หมายความว่า เจ้าหน้าที่ก็ต้องเอาของพวกนี้ไปเก็บไว้กับบ้าน เป็นเวลา 3 - 5 ปี เพราะไม่อยากไปทะเลาะกับเจ้านายตัวเอง เรื่องการขอใช้สถานที่ในการเก็บของที่ยึด ( ยกเว้นในกรณียึดยาเสพติด ที่จะต้องส่งไปที่หน่วยงานเก็บรักษาของตำรวจ  ไม่สามารถเก็บไว้กับตัวเจ้าหน้าที่ได้ )

       ตัวผมเอง มีอยู่คดีหนึ่ง ที่ผมต้องยึดของกลางไว้กับตัวมาสิบกว่าปีแล้ว โดยรูปคดีก็คือว่า พ่อกับแม่เลิกกันแล้ว โดยลูกอายุ 4 ขวบ อยู่กับพ่อ มาวันหนึ่ง แม่มาแอบเอาลูกไปเลี้ยง  พอพ่อรู้ว่าโดนขโมยลูก ก็จะดำเนินคดีอาญา แต่ว่ามันไม่มีข้อหาแม่ขโมยลูกของตัวเอง  แต่ตัวพ่อนั้น รู้ว่าตุ๊กตาที่ลูกเอาไปด้วย ตัวเองเป็นผู้ซื้อให้ จึงดำเนินคดีอาญากับตัวแม่ในข้อหา ลักทรัพย์ ( ก็คือลักตุ๊กตาพวกนั้น ) นั่นก็หมายความว่า ตุ๊กตาพวกนี้ ก็คือของกลางแห่งคดี เพื่อจะใช้ในการที่ตัวพ่อดำเนินคดีกับตัวแม่ / ซึ่งผมในฐานะพนักงานสอบสวน ก็ต้องยึดตุ๊กตานั้น ( มีประมาณ 30 กว่าตัว ใส่อยู่ในกล่อง ) เป็นของกลาง และคดีนี้ สู้กันหลายศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลอาญา ,ศาลแพ่ง ,ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง อยู่เป็นสิบปี จนขาดอายุความ / เวลาย้ายแฟลตตำรวจ ก็ต้องย้ายของพวกนี้ตามไปด้วย เพราะไม่มีที่เก็บที่โรงพัก หรือถึงจะมีที่เก็บ ก็กลัวว่าจะมีลูกน้องที่ไม่ค่อยมีความรับผิดชอบ มาขโมยไปให้ลูกตัวเองเล่น

      
จากที่อ่านมาข้างต้นทั้งหมดนี้ ผมกำลังจะพยายามถ่ายทอดให้คุณฟังว่า "ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เจ้าหน้าที่ เขาไม่อยากยึดสิ่งของ ของคุณหรอกครับ" เพราะ ข้อหนึ่ง สถานที่ไม่มี ,ข้อสอง มันยุ่งยากที่ต้องดูแลรักษา 5 ปี 10 ปี - นี่คือเหตุผลว่า ทำไมทางภรรยาผม ถึงสามารถสั่งซื้อสินค้าที่ผิดระเบียบศุลกากร "บางอย่าง" เข้ามาได้ โดยไม่โดนยึด ( ซึ่งคำตอบก็คือ เพราะถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริงๆแล้ว เจ้าหน้าที่ศุลกากร ก็จะเหมือนผมนั่นแหละ คือไม่อยากรับผิดชอบ ก็เลยไม่อยากยึดอะไร ( เพราะถ้ามีการยึดเมื่อไร คนยึดก็ต้องเริ่มรับผิดชอบในการเก็บรักษาโดยทันที ) )

       คุณๆทั้งหลายที่อ่านบทความนี้อยู่ คงจะเริ่มตีความเข้าข้างตัวเองแล้วใช่ไหมครับว่า "อย่างนี้ ก็พอมีลุ้นแล้วสิ ที่ว่าเราจะได้สั่งสินค้าลามก หรือวัตถุเทียมทางเพศ เข้ามาได้ " ยังก่อนครับ อ่านข้างล่างนี้ให้เข้าใจเสียก่อน / เพราะไอ้ที่พูดมาข้างบนนั้น ยังไม่ได้เข้าประเด็นเลยครับ  ที่จะเข้าประเด็นก็คือ สิ่งที่คุณจะได้อ่านข้างล่างนี้ต่างหากครับ

* * * หนังสือเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย

* * * หนังสือโป๊

      สมมติว่า หนังสือ 2 รูปแบบข้างบนนี้ เป็นหนังสือที่ผิดกฏหมายทั้งคู่ และมีคนจับกุม และยึดของกลางมาส่งให้ผม / ผมถามคุณว่า ถ้าสมมติว่าคดีนี้เคลียร์ได้ คือ คนขายบอกว่าจะไม่ขายอีกแล้ว ขอแก้ตัวกลับใจสักครั้ง ( ประกอบกับที่ว่า เราไม่มีที่เก็บของด้วย ) ถ้าคุณเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และยอมเคลียร์ คือให้โอกาสคนขายกลับตัว  "คุณจะคืนหนังสือเล่มไหนให้เขากลับคืนไปครับ?"

       ผมก็เป็นผู้ชาย และยังไม่ได้บรรลุธรรมอะไร ดังนั้น ผมก็จะคืนแต่หนังสือ "วิธีฆ่าตัวตาย" กลับไป เพราะเก็บไว้กับตัว ก็รกบ้าน แต่ผมเก็บหนังสือโป้ไว้ ( โดยไม่รู้สึกรกบ้านแต่อย่างใด.. แฮ่ม.. )

       เห็นไหมครับว่า ถึงแม้มันจะเป็นหนังสือที่ผิดกฏหมายทั้งสองเล่ม แต่ว่า เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจตัดสินใจว่าจะยึดหรือไม่ยึด ก็ยังเป็นปถุชนอยู่ มันก็เลยมีความลำเอียงในการตัดสินใจยึดหรือไม่ยึดนั่นเอง ( นี่แหละ กลิ่นอายของข้าราชการไทย ) 


* * *  ต้นกล้าของต้นสน

* * *  อวัยวะเพศหญิงเทียม ( Sex Toy ) 

      สมมติว่า มีลูกค้าสองคน สั่งสินค้าเข้ามาคนละอย่าง สินค้าที่คนแรกสั่งมาคือ ต้นกล้าของต้นสน ,ส่วนสินค้าตัวที่สอง คืออวัยวะเพศเทียม ( รวมไปถึง Sex Toy รูปแบบอื่นๆ ) ซึ่งในระเบียบศุลกากร ก็ระบุชัดเจนอยู่แล้วว่า สินค้าจำพวกพืช และสินค้าเกี่ยวกับวัตถุลามกทั้งหลาย ผิดระเบียบศุลกากร แล้วต้องโดนยึด!

       แต่ปัญหาคือ ถ้ายึดต้นกล้า ต้นสน เอาไว้ 3 - 5 ปี ( เพราะไม่มีที่เก็บ ณ.สถานที่ศุลกากร )  คุณคิดว่ามันจะหยุดโตหรือไม่?  มันเกะกะบ้านหรือไม่? ดังนั้น ทางเจ้ราหน้าที่ก็เลยไม่ยึด ( ทั้งๆที่มันผิดระเบียบศุลกากร ) วิธีการไม่ยึดก็คือ ทำเป็นไม่เห็นบ้าง ,เรียกคนรับมาตักเตือนบ้าง พูดง่ายๆคือ ลดหย่อนให้เรื่องการยึด ( เพราะไม่อยากยึด )

       แต่พอสินค้าตัวนั้น เป็นอวัยวะเพศเทียม หรือ Sex Toy อื่นๆขึ้นมาเท่านั้นแหละ คราวนี้ มีระเบียบ มีข้อกฏหมายทุกข้อมาจับเลยทีเดียว ราวกับว่าเป็นสิ่งของที่ผิดฏหมายร้ายแรง ฆ่าคนได้ อะไรประมาณนั้น ทำไมถึงมีข้อกฏหมายมาจับมากมาย ทำไมไม่ผ่อนปรนเหมือนเรื่องต้นกล้า ต้นสน ทั้งๆที่สินค้าทั้งสองอย่าง ( คือต้นกล้า และอวัยวะเพศเทียม ) มันก็ผิดระเบียบศุลกากร เหมือนกัน ? คำตอบก็คือ ก็เพราะตูข้า อยากยึดอวัยวะเพศเทียม ไงล่ะ! ( คำว่าอยากยึด มันก็มีที่มาจากหลายๆเหตุผล เช่น เป็นสินค้าราคาแพง ลำพังเงินเดือนฉันก็ซื้อไม่ได้อยู่แล้ว ,หรือไม่ก็ เดี๋ยวเอาไปฝากคนโน้น คนนี้ อีกทั้งเราอ้างได้ว่า ไม่มีที่เก็บสินค้าพวกนี้ ( เพราะนายเอาห้องเก็บของกลาง ไปทำอย่างอื่นแล้ว ) ก็เลยเป็นเหตุให้เราเก็บของพวกนี้ไว้กับบ้านได้ ฯลฯ และเหตุผลอื่นๆจิปาถะที่ผู้ชายอกสามศอก อย่างเราจะนำมาใช้ ) และถึงแม้ยึดไปยึดมาแล้วของหาย ( เพราะเอาไปให้คนอื่นแล้ว ) ก็ยังอาจจำหน่ายว่าทำลายไปแล้วได้ เพราะยังไงของพวกนี้ก็ต้องถูกทำลายตามระเบียบอยู่แล้ว
       ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ก็คือ จะอธิบายให้ฟังว่านี่แหละ คือเหตุผลที่ว่าทำไมบางครั้ง สินค้าที่ผิดระเบียบศุลกากร ถึงผ่านมาถึงมือลูกค้าได้? ( ซึ่งคำตอบก็คือว่า เพราะเจ้าหน้าที่เขาไม่อยากยึดไงครับ ,มันรกที่ และมันก็ไม่ใช่สินค้าอันตรายไปฆ่าใครได้ ก็เลยอะลุ้มอะล่วยให้ )   และทำไม สินค้าเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ ไม่เคยรอดการยึดเลย ( ทั้งๆที่มันก็เป็นสินค้าที่ไปฆ่าใครไม่ได้เหมือนกัน แต่ที่มันโดนยึด ก็เพราะเจ้าหน้าที่เขาอยากยึดไงครับ )

- END -

ความแตกต่างของเว็บ อาลีบาบา กับเว็บ อาลีเอ็กเพรส


ความแตกต่างของเว็บ อาลีบาบา กับเว็บ อาลีเอ็กเพรส





ผู้ขาย หนีไปขายที่เว็บอาลีบาบา  แต่ผู้ซื้อ หนีมาซื้อที่เว็บ อาลีเอ็กเพรส

ภาพบน ) สินค้าที่วางขายอยู่ที่ เว็บ อาลีเอ็กเพรส



     เว็บ อาลีบาบา ( alibaba.com ) และ เว็บ อาลีเอกเพรส ( aliexpress.com ) มี "เจ้าของเป็นคนๆเดียวกัน" นะครับ แต่ว่ามีนโยบายต่างกัน คือ เว็บ อาลีบาบา จะเอาใจใส่คนขาย  /  ส่วนเว็บ อาลีเอ็กเพรส จะเอาใจใส่คนซื้อ  /  ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า ...

* * * นโยบายที่เว็บ อาลีเอ็กเพรส "ถ้าของหาย" คนขายจะต้องรับผิดชอบเป็นตัวเงินจำนวนเต็ม


* * * วิธีที่จะทำให้ "ของไม่หาย" อย่างหนึ่งคือการคิด "ค่าส่งแพงๆ" เพื่อจะได้มีเลข Tracking Number ที่มีประสิทธิภาพ

       อย่างที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ซึ่งเป็นสินค้าที่เว็บ อาลีเอ็กเพรส ที่เป็นเข็มขัดซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่มาก ราคาสินค้าก็แค่ 7.98 เหรียญ ( ปรากฏอยู่ตรงบริเวณที่มี วงรีเส้นขอบสีเขียว ล้อมรอบอยู่ในภาพข้างบนนี้ )  แต่ค่าส่งก็ "ปา" เข้าไปตั้ง 56.23 เหรียญ ( ปรากฏอยู่ตรงบริเวณที่มี วงรีเส้นขอบสีม่วง ล้อมรอบอยู่ในภาพข้างบนนี้ )  ที่คิดค่าส่งแพง ก็เพื่อที่ว่าจะได้เลข Tracking Number ที่มีประสิทธิภาพ นั่นเอง ( ของจะได้ไม่หาย )


* * * ผลที่ตามมาก็คือว่า เมื่อคิดค่าส่งแพงก็จะทำให้ "ขายสู้คนขายคนอื่นไม่ได้" เพราะ ราคารวม ( หมายถึงค่าสินค้า + ค่าส่งมาประเทศไทย ) มันแพงกว่าคนขายอีกคนอื่น


* * * ดังนั้น คนขายบางคนจึงไม่ยอมขายของที่เว็บ อาลีเอ็กเพรส แต่ "ย้ายไปขายที่เว็บ อาลีบาบา" แทนเนื่องจากเมื่อของหายทางผู้ขายก็ไม่ต้องรับผิดชอบ  


* * * ข้อดี ( สำหรับคนขาย ) ของเว็บ อาลีบาบา ก็คือว่า ทางคนขาย "ไม่ต้องรับผิดชอบ กรณีที่ของหาย"


* * * และข้อดี ( สำหรับคนขาย ) อีกข้อหนึ่งของเว็บ อาลีบาบา ก็คือว่า ทางคนขาย "ไม่ต้องตั้งราคาค่าส่งไว้" จึงไม่มีการเปรียบเทียบค่าส่งกัน ว่าเจ้าไหนถูกกว่า

       ซึ่งเป็นผลดีกับทางคนขาย เพราะว่าเมื่อคนซื้อไม่รู้ค่าส่่ง  คนซื้อก็ต้องใช้วิธีถามคนขายเป็นรายๆไป ( วิธีนี้เรียกว่า Contact Supplier ) ทำให้คนขายมีโอกาสติดต่อกับคนซื้อได้มากกว่า  คือมีโอกาสที่จะพูดจาหว่านล้อมคนซื้อได้มากกว่า 

       ในขณะที่ถ้าเป็น เว็บ อาลีเอ็กเพรส นั้น คนซื้อกับคนขายจะ "ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับคนขายเลย" เพราะคนซื้อสามารถ "เห็นค่าส่ง ได้ทันที" ก็เลยเปรียบเทียบราคากันได้เลยว่าเจ้าไหนเมื่อราคาสินค้ารวมกับค่าส่ง ( มาประเทศไทย ) เจ้าไหนถูกกว่า ก็จะไปซื้อเจ้านั้นทันที  /  ทำให้คนขายที่คิดค่าส่งแพง ( ที่คิดค่าส่งแพง เพราะต้องการส่งแบบมีเลข Tracking Number ที่มีประสิทธิภาพ ) ขายของไม่ได้


สินค้าที่เว็บ อาลีบาบา มีตัวเลือกมากกว่า  และมีสินค้าที่น่าสนใจมากกว่าเว็บ อาลีเอ็กเพรส


      ทำไม สินค้าบางตัว ถึงหาเจอที่เว็บ อาลีบาบา แต่ลูกค้าหาสินค้าชนิดเดียวกันนั้นไม่เจอในเว็บ อาลีเอ็กเพรส ?

       คำตอบก็คือว่า เพราะที่เว็บอาลีบาบา มีสินค้าให้เลือกหลายชนิด หลายแบบ และเป็นสินค้าที่น่าสนใจกว่าเว็บ อาลีเอ็กเพรส  /  ซึ่งเป็นไปอย่างนี้ ก็เพราะคนขายเขานิยมไปขายของที่เว็บ อาลีบาบา มากกว่าเว็บ อาลีเอ็กเพรส นั่นเอง  

       ทั้งๆที่ทั้งเว็บ อาลีบาบา และเว็บ อาลีเอ็กเพรส ก็มี เจ้าของเป็นคนๆเดียวกัน  แต่คนขายชอบที่จะวางขายสินค้าของตัวเอง เฉพาะในเวบอาลีบาบา อย่างเดียว  ไม่ยอมวางขายที่เว็บ อาลีเอ็กเพรส


สินค้าที่เว็บ อาลีบาบา จะถูกกว่าเว็บ อาลีเอ็กเพรส


      เหตุผลที่สินค้าที่ขายที่เว็บ อาลีบาบา ขายถูกกว่าเว็บ อาลีเอ็กเพรส  ก็เพราะ ฝ่ายคนขายได้เปรียบฝ่ายลูกค้า

       คือหมายความว่า การตั้งราคาขายที่เว็บ อาลีบาบา คนขายไม่ต้องรับผิดชอบในกรณีที่ของหาย ดังนั้นเขาจึงตั้งราคาขายถูกๆได้

       แต่ถ้าเป็นที่เว็บ อารีเอกเพรส  คนขายเขาจะต้องเผื่อไว้ในกรณีที่ของหาย  /  เพราะถ้าของหายเขาจะต้องรับผิดชอบจำนวนเงินเต็มให้กับลูกค้า

       ดังนั้น ราคาขายที่เว็บ อาลีเอกเพรส จึงแพงกว่า เวบอาลีบาบา เพราะคนขาย เขาต้องบวกเผื่อไว้ในกรณีที่ของหายนั่นเอง ( คือบวกเผื่อไว้สำหรับเงินที่จะต้องคืนให้กับลูกค้าในกรณีที่ของหาย )


ทำไมถึงบอกว่า เว็บอาลีบาบา  ไม่ต้องรับผิดชอบในกรณีที่ของหาย




       ที่ทีมงาน tuvagroup.com ชอบพูดว่า ที่เว็บ อาลีบาบา นั้น คนขายไม่ต้องรับผิดชอบในกรณีที่ของหาย? คุณผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมถึงพูดว่าเว็บ อาลีบาบา ไม่ต้องรับผิดชอบในกรณีที่ของหาย ทั้งๆที่ข้อตกลงของเว็บ อาลีบาบา ก็เขียนไว้ว่าผู้ขายต้องรับผิดชอบในกรณีที่ของหาย  /  คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีดังนี้นะครับ

       ถ้าสังเกตดีๆจะพบว่า การขายสินค้าของเวบ อาลีบาบา เขาจะขายแบบขายส่ง คือต้องซื้อเป็น "ร้อยชิ้น"  /  อีกทั้งวิธีการชำระเงิน ก็เป็นแบบการ "โอนเงินทางธนาคาร" เสียเป็นส่วนมาก

       คือหมายความว่าถ้าคนซื้อ ซื้อเป็นหลักร้อยชิ้น แล้วชำระเงินด้วยการโอนเงินธนาคาร  ทางเว็บ อาลีบาบา "ถึงจะ" ก็จะบังคับให้ ผู้ขายรับผิดชอบในกรณีที่ของหาย

       แต่ในทางปฏิบัติ แล้ว ลูกค้ามาซื้อของ "ชิ้นเดียว" และสะดวกที่จะโอนเงินทาง PayPal มากกว่า ( ไม่สะดวกที่จะ "โอนเงินทางธนาคาร" )

       คนขายก็เลยตั้งเงื่อนไขว่า ซื้อชิ้นเดียว "ก็ได้" และจ่ายทาง PayPal "ก็ได้"  "แต่" ไม่มีระบบคุ้มครองลูกค้านะ  /  หมายความว่าคนขายจะแอบส่งของขายให้คนซื้อ โดยไม่ผ่านทางบริษัท อาลีบาบา ( คือ "แอบส่ง" )

       พอเป็นการ "แอบส่ง" ( หมายถึงการที่คนขายแอบขายของให้คนซื้อโดยไม่ผ่านบริษัท อาลีบาบา )  ทางคนซื้อ จึงไม่ได้รับความคุ้มครองในกรณีที่ของหาย จากเว็บ อาลีบาบา นั่นเอง

       ซึ่งลูกค้าของเว็บ อาลีบาบา ส่วนมากก็ยอม ( คือต้องยอม กรณีที่คนขาย ไม่ต้องรับผิดชอบในกรณีของหาย ) เพราะการจ่ายด้วย PayPal นั้นสะดวกกว่าการโอนเงินธนาคาร และค่าธรรมเนียมการจ่ายด้วย PayPal ก็ถูกกว่าการโอนเงินทางธนาคารมาก ( การโอนเงินทางธนาคาร เสียค่าธรรมเนียมการโอน 1,500 บาท เป็นอย่างต่ำ คือหมายความว่า โอนเงิน 5 บาท ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอน 1,500 บาท ) อีกทั้งสินค้าของเว็บอาลีบาบาก็มีราคาถูกกว่าเว็บอาลีเอ็กเพรสมาก

       ลูกค้าจึงยอมเสี่ยงในการที่ว่า ของหาย แต่คนขายไม่ต้องรับผิดชอบ ก็ด้วยเหตุนี้นี่เอง


ปัญหาของเว็บ อาลีเอ็กเพรส

      เว็บ อาลีเอ็กเพรส นั้น มีปัญหาอย่างหนึ่งคือ คนขายไม่กล้าตั้งราคาค่าส่งสูง ( การตั้งราคาค่าส่งสูง มีผลทำให้ได้เลข Tracking Number ที่มีคุณภาพ )  เพราะจะเป็นการเปรียบเทียบกับคนขายคนอื่นแล้วทำให้ตัวเองขายของไม่ได้

       แต่เมื่อตั้งราคาค่าส่งไว้ต่ำ ของก็จะหาย เพราะว่าเลข Tracking Number ใช้การไม่ได้ ( อันเนื่องมาจากค่าส่งต่ำ )

       แต่เมื่อคนขายย้ายไปขายที่เว็บ อาลีบาบา เขาไม่ต้องโชว์ค่าส่งก็ได้

       เมื่อไม่มีการโชว์ค่าส่ง ( หมายถึง ตอนที่ขายสินค้าที่เว็บ อาลีบาบา )  คนซื้อจึง "หลงเข้ามาถาม" ค่าส่งกับคนขาย  เพื่อสอบถามว่าถ้าส่งมาประเทศไทย ราคาค่าส่งจะเป็นเทาไร  /  ซึ่งการที่คนซื้อ "หลงเข้ามาถาม" ก็เลย  เปิดโอกาสให้คนขาย จะได้ "ชี้แจง" ได้ว่า ที่คิดค่าส่งแพง และก็เพื่อจะได้ไม่ทำให้สินค้าหาย  คือจะได้เลข Tracking Number ที่มีประสิทธิภาพ )

       ในขณะที่ถ้าเขาขายอยู่ที่เว็บ อาลีเอ็กเพรส นั้น ถ้าเขาตั้งค่าส่งแพง ลูกค้าก็จะไม่เข้ามาถามอะไรเลย แล้วไปซื้อกับเจ้าอื่นแทน  ทำให้คนขายไม่สามารถชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องค่าส่งที่มีราคาแพงได้ 


แต่ถึงอย่างไร คนซื้อ ก็ยัง"นิยม" ซื้อที่เว็บ อาลีเอ็กเพรส  มากกว่าซื้อที่เว็บ อาลีบาบา อยู่ดี

ภาพบน ) เว็บ อาลีบาบา นั้น คนซื้อต้องถามคนขายตรงๆ ถึงจะรู้ค่าส่งมาไทย

     การที่เว็บ อาลีบาบา ไม่บอกค่าส่งไว้ จึงลำบากกับทางคนซื้อ ที่จะต้อง "ยุ่งยาก" ในการสอบถามคนขายเรื่องค่าส่ง ( คือต้อง Contact Supplier - ตรงที่ ลูกศรสีม่วง ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้ ) ซึ่งการจะได้ค่าส่งถูกๆนั้น ทางคนซื้อก็ต้องถามคนขาย "หลายๆเจ้า"

       การที่คนซื้อสอบถามคนขาย "หลายๆเจ้า" ก็จะต้องมีทั้งคนขาย เจ้าที่ขายได้ และเจ้าที่ขายไม่ได้   /  ยกตัวอย่างเช่น ถามคนขาย 10 เจ้า ( เพื่อเทียบราคาค่าส่งกัน ) แต่คนซื้อก็ ซื้อแค่เจ้าเดียว  ,อีก 9 เจ้าไม่ซื้อ ( คือคนซื้อ จะซื้อเจ้าที่คิดค่าส่งถูกที่สุด )

       ถ้าเป็นแบบนี้บ่อยๆเข้า ( หมายถึงว่า ถ้ามีการซื้อสินค้าหลายๆรายการ )  "แต่ละรายการ" คนซื้อก็จะถามคนขายเรื่องค่าส่ง ประมาณ 10 เจ้า และก็จะต้องมี 9 เจ้า ที่คนซื้อ ไม่ได้ซื้อ มากขึ้นเรื่อยๆ ( เพราะซื้อแค่เจ้าเดียว )

       ท้ายที่สุด คนขาย ( ที่เป็นหนึ่งใน 9 เจ้า ที่มากขึ้นเรื่อยๆนั้น ) ก็จะรำคาญคนซื้อคนนี้   คือรำคาญในแง่ที่ว่า ถามราคาค่าส่งมา แต่ไม่ซื้อเสียที สุดท้าย คนขาย ก็ แบนคนๆนี้ เรื่องนี้ ทีมงาน tuvagroup.com เจอมากับตัวนะครับ คือถามคนขาย ( ถามค่าส่ง ) หลายเจ้า แต่ไม่ซื้อ ( เพราะทีมงานเห็นว่าค่าส่งแพง ก็เลยหันไปซื้อเจ้าที่ค่าส่งถูกๆ ) สุดท้ายทีมงานก็ โดนคนขายแบนทีมงาน tuvagroup.com เลย )

       ด้วยเหตุนี้ คนซื้อ จึงไม่อยากซื้อของที่เว็บ อาลีบาบา เพราะ กลัวโดนแบน และไม่อยากยุ่งยากเรื่องการถามราคาค่าส่ง  แล้วหนีไปซื้อสินค้าที่เว็บ อาลีเอ็กเพรส แทน   เพราะที่เว็บ อาลีเอ็กเพรส นั้น เขาบอกค่าส่งไว้เรียบร้อยแล้ว แค่เอาราคาค่าสินค้าบวกกับค่าส่ง ก็รู้แล้วว่าเจ้าไหนขายถูก ก็ซื้อเจ้านั้นได้เลย ไม่ต้องถามผู้ขาย ( Contact Supplier ) ให้ยุ่งยากเหมือนเว็บ อาลีบาบา



สรุป ...  ผู้ขายหนีไปขายที่เว็บ อาลีบาบา   แต่ผู้ซื้อหนีมาซื้อที่เว็บ อาลีเอ็กเพรส

      สรุปว่า ผู้ขายหนีไปขายที่เว็บอาลีบาบา แต่ผู้ซื้อหนีมาซื้อที่เว็บ อาลีเอ็กเพรส

       ดังนั้น ในกรณีที่คนซื้อ จะ "ซื้อปลีก" หรือ "ซื้อสินค้าชิ้นเดียว" นั้น ก็สามารถเลือกซื้อได้ 2 แบบ คือ

 * * * ซื้อที่เว็บ อาลีบาบา  เพราะ สินค้ามีราคาถูก มีตัวเลือกมากมาย  แต่มีข้อเสียคือ ต้อง "ถามค่าส่ง" จากผู้ขายเอง และไม่มีความคุ้มครองกรณีที่ของหาย


 * * * ซื้อที่เว็บ อาลีเอ็กเพรส  เพราะ ไม่ต้องถามค่าส่งจากผู้ขาย เนื่องจากเราจะรู้ค่าส่งได้ทันทีเลย ( เพราะที่เว็บ อาลีเอ็กเพรส เขาตั้งค่าส่งไว้ให้ดู ) ทำให้เราเทียบราคาได้เลยว่า ราคาค่าสินค้า + ค่าส่ง ( ที่เว็บ อาลีเอ็กเพรส ตั้งไว้ให้ดู ) เจ้าไหนถูกกว่ากัน ก็เลือกซื้อจากเจ้านั้นเลย  และได้รับความคุ้มครองกรณีที่ไม่ได้รับสินค้า คือหมายความว่า คนขาย จะต้องคืนเงินให้คนซื้อ ในกรณีที่ของหายด้วย

       แต่ข้อเสียของเว็บ อาลีเอ็กเพรส คือ ตัวเลือกสินค้าจะน้อย และสินค้าราคาค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับเวบ อาลีบาบา

- END -

Sunday, March 8, 2020

ข้อพิรุธเรื่องราคา


- หน้า 8 ( หน้าสุดท้าย ) -

ข้อพิรุธเรื่องราคา

 1  <  2  <  3  <  4  <  5  <  6  <  7  <  8  

     ก่อนจะอธิบายในหน้านี้ ก็ขอเกริ่นนำหลักการตลาดให้เพื่อนสมาชิกได้พอมองออกเป็นสังเขป ดังนี้นะครับ





      (ภาพบน) เริ่มจากตัวอย่างในประเทศไทยก่อน นั่นคือ บริษัทขายเพลงนั้น เมื่อมีบริษัทใดบริษัทหนึ่งดังขึ้นมา ก็ย่อมจะมี "คู่กัด" เกิดขึ้นมาเพื่อแข่งขันกันด้วย / ยกตัวอย่างเช่น บริษัทแกรมมี่ ก็ต้องมีบริษัทคู่กัด คือบริษัท อาร์เอส / คู่กัดอย่างไร ก็คืออย่างนี้ครับ เช่นช่วงไหน ที่เพลงอาร์เอส แนวร้องคู่ เกิดติดกระแสขึ้นมา  ทางบริษัทแกรมมี่ก็จะทำเพลงแนวร้องคู่ขึ้นมาเพื่อชนกับบริษัทอาร์เอส ,และในทางกลับกัน ถ้าช่วงไหน ทางแกรมมี่ ทำเพลงย้อนยุคออกมาแล้วติดกระแส   ทางอาร์เอส ก็จะรีบทำเพลงย้อนยุค ลงสู่ตลาดเพลงเหมือนกัน  เรียกได้ว่า บริษัทสองอันนี้ เขาจะมองกันอยู่ ถ้าใครทำอะไร อีกฝ่ายหนึ่งก็จะทำสินค้าคล้ายๆกัน เข้ามาชนกันในตลาดด้วย

       คราวนี้ก็มาดูตลาดต่างประเทศกันบ้าง ดังข้างล่างนี้




      (ภาพบน) บริษัทโคคาโคล่า และบริษัทเป๊ปซี่ ก็เป็นคู่กัดกันมา ก็คือว่า "ไม่ว่าที่ใดๆบนโลก" หากมีโค้กขาย ก็ต้องมีเป๊ปซี่ขาย และหากช่วงไหน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีจุดเด่นอะไรขึ้นมา อีกฝ่ายหนึ่ง ก็จะสร้างจุดเด่นที่คล้ายๆกันขึ้นมาด้วย ยกตัวอย่างเช่น พอโค้กมีขวด 1.5 ลิตรขึ้นมา เป๊ปซี่ก็จะมีขวดขนาด 1.5 ลิตรขึ้นมาด้วย ,โค้กมีไดเอทโค้ก เป๊ปซี่ก็จะมีสไตล์ไดเอท เหมือนๆกันกับโค้ก ออกมาจำหน่ายชนกับโค้กด้วย

       ที่พูดมาข้างบนทั้งหมดนี้ ทั้งสี่ตัวอย่างนี้ (คือ แกรมมี่ เป็นคู่กัดกับอาร์เอส และ โค้ก เป็นคู่กัดกับเป๊ปซี่) นี่คือ เรื่องการตลาดปกติ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แต่ที่ผมจะอธิบายต่อไปข้างล่างนี้ มีประเทศเดียวในโลกก็คือประเทศไทยครับ  ลองมาดูกัน


      (ภาพบน) ที่อเมริกา บริษัทขายอาหารเสริม GNC  มีคู่กัดคือบริษัทขายอาหารเสริมชื่อ ? ? ? / ก็คือว่า เมื่อบริษัท GNC ทำผลิตภัณฑ์อะไรออกมา บริษัท ? ? ? ก็จะทำผลิตภัณฑ์คล้ายๆกัน ออกมาจำหน่ายใน ราคาที่ใกล้เคียงกัน

       เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ก็ขอให้เราลองไปที่เวบ Bodybuilding.com กันนะครับ / จากนั้น ให้เราลองสั่งซื้อเวย์ขนาด 5 ปอนด์ยี่ห้อ GNC  และเวย์ขนาดเดียวกัน ( 5 ปอนด์) ยี่ห้อ ? ? ? ดู ก็จะได้ดังภาพข้างล่างนี้

      (จากภาพบน) จะเห็นได้ว่า เวย์โปรตีนรสวนิลา ขนาด 5 ปอนด์ ยี่ห้อ GNC ขายในราคา 53.99 เหรียญ / ส่วนเวย์โปรตีน รสเดียวกัน ขนาดเดียวกัน ยี่ห้อ ? ? ? ขายในราคา 51.97 เหรียญ ถ้าเทียบเป็นเงินไทยด้วยอัตรา 32 บาทต่อ 1 เหรียญ (อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ.วันที่กำลังพิมพ์บทความอยู่นี้) ก็จะได้ราคาเปรียบเทียบกัน ดังรูปข้างล่างนี้


      (ภาพบน) พอคำนวณมาแล้ว ก็สรุปได้ว่า ที่อเมริกา เวย์ GNC ขนาด 5 ปอนด์  ขายในราคา 1,728 บาท ส่วนเวย์โปรตีน ยี่ห้อ ? ? ? ที่ขนาดเท่ากัน ขายในราคา 1,664 บาท ต่างกันแค่ 64 บาท อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติ / คราวนี้ เราก็มาดูกันต่อไปครับ ดังภาพข้างล่างนี้


      (ภาพบน) คราวนี้ เรามาดูที่ประเทศไทยกันบ้าง / ผมไปเดินดูเวย์โปรตีนขนาด 5 ปอนด์ "ของแท้" ที่วางขายอยู่ที่ร้าน GNC ในห้าง ปรากฏว่าราคาขวดละ 4,950 บาท (ราคา ณ.วันที่ผมกำลังพิมพ์บทความอยู่นี้)

       แล้วลอง Search หาเวย์โปรตีนยี่ห้อ ? ? ? ขนาด 5 ปอนด์ ที่ขายเกร่ออยู่ในเวบขายอาหารเสริมในไทย ปรากฏว่าเวย์ ? ? ? ขนาด 5 ปอนด์ นี้ ขายในไทยแค่ 2,700 บาท แถมยังมีโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม เพียบ!


      (ภาพบน) การที่เวย์โปรตีน ยี่ห้อ GNC ขนาด 5 ปอนด์ ขายที่อเมริกา แค่ 1,728 บาท แล้วพอมาขายในไทย ราคาพุ่งไปเป็น 4,950 บาทนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกนะครับ มันก็เหมือนเราซื้อทุเรียนในบ้านเรา แค่ลูกละ 200 บาท (สมมติ) แต่ถ้าคนที่อยู่อเมริกา จะกินทุเรียน ขนาดเดียวกันนี้ เขาก็อาจต้องจ่ายถึง 3,000 บาท  ซึ่งการที่ราคามันต่างกันขนาดนี้ ก็เพราะบ้านเขาปลูกทุเรียนไม่ได้ไงล่ะครับ ก็เลยต้องซื้อเป็นลูกๆ ผ่านกำแพงภาษีของสหรัฐเข้าไป ,ในเคสอาหารเสริมก็เหมือนกัน ก็เพราะว่าเรายังผลิตเวย์เองไม่ได้ไงครับ เราก็เลยต้องซื้อเป็นกระป๋องๆเข้ามาจากอเมริกา  เป็นเหตุให้โดนกำแพงภาษี ก็เลยทำให้ราคาแพงขนาดนี้ ดังนั้น เรื่องราคา GNC จาก 1,728 บาท เป็น 4,950 บาท จึงเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้

       แต่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้คือ เวย์ขนาดเดียวกัน คือ 5 ปอนด์ ยี่ห้อ ? ? ? กลับขายในไทยในราคาแค่ 2,700 บาท คุณคิดว่ามันเป็นไปได้ไหมครับ? / ที่อเมริกา ขายราคาใกล้เคียงกัน แต่ที่ประเทศไทย ยี่ห้อ ? ? ? กลับขายราคาถูกกว่า GNC ถึงเกือบ สองเท่าตัว

       ถ้ามันจะมีคำโป้ปดมดเท็จอย่างไร ที่คนขายอาหารเสริมปลอมยี่ห้อ ? ? ?  บอกว่าเขาขายได้ถูกนั้น เพราะ... (บลา.. บลา.. บลา..) แล้วล่ะก็ ก็ขอให้เพื่อนสมาชิกย้อนกลับไปดูข้างบนสุดเรื่องทฤษฏีคู่กัดนะครับ  คือว่า ถ้าไอ้ที่เขาบอกว่า เขาขายอาหารเสริมปลอมยี่ห้อ ? ? ? ได้ถูกนั้น เพราะอะไร ดังนั้น บริษัท GNC ซึ่งเป็นบริษัทคู่กัดกับยี่ห้อ ? ? ? มาตั้งแต่อเมริกา ก็คงจะงัดกลยุทธ์นั้นมาใช้ และดัมพ์เวย์โปรตีน 5 ปอนด์ จาก 4,950 บาท ลงมาเหลือ 2,700 บาท เพื่อสู้กับยี่ห้อ ? ? ? แล้วล่ะครับ  แต่ถามว่า ทำไม GNC ถึงไม่ลดราคาล่ะครับ คำตอบก็คือ ก็เพราะ GNC ขายของแท้ไงครับ มันถึงลดราคาไม่ได้ เพราะมันเต็มเพดานอยู่แค่นั้น อีกทั้ง ถ้าให้เทียบกับตัวอย่างในรุปข้างล่างนี้ ก็จะทำให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น

(ภาพบน) กระเป๋าเวอร์ซาเซ่ ของแท้ใบละ 30,000 บาท  

(ภาพบน) กระเป๋าเวอร์ซาเซ่ รุ่นเดียวกัน สีเดียวกัน ขนาดเดียวกัน กับรูปข้างบนนั้น 
แต่ขายใบละ 300 ต่อได้เหลือ 180 บาทที่ตลาดนัดในไทย  

      กรณีที่เห็นในภาพข้างบนนี้ สมมติว่า ลูกน้องบริษัทเวอร์ซาเซ่ (ของแท้) ในไทย ไปฟ้องลูกพี่ว่า "ลูกพี่ครับ  ไอ้กระเป๋าเวอร์ซาเซ่ของเรา ที่เราขายราคา 30,000 บาทนั้น ผมไปเจอที่ตลาดนัด ราคาแค่ใบละ 300 บาท แล้วก็ต่อแล้วเหลือ 180 บาทอีกต่างหาก ลูกพี่ต้องรีบดัมพ์ราคาของเราจาก 30,000 บาทให้เหลือ 180 บาทนะครับ จะได้สู้กับของที่ขายในตลาดได้" / ถ้าคุณเป็นลูกพี่ คุณจะดัมพ์ราคากระเป๋าเวอร์ซาเซ๋ของแท้ จาก 30,000 บาทให้เหลือ 180 บาท เพื่อสู้กับของในตลาดนัดหรือเปล่าครับ? / คำตอบก็ต้องคือว่า "ไม่" อยู่แล้ว ก็คือ เราก็ขายของแท้ของเราไปในราคา 30,000 บาท ส่วนของก๊อปในตลาดนั้น จะขาย 180 บาท หรือแจกฟรี ก็เรื่องของมันไป

       คำตอบเรื่องกระเป๋าเวอร์ซาเซ่ ก็คือคำตอบเดียวกับที่ ลูกน้องบริษัท GNC ไปฟ้องลูกพี่ว่า "ลูกพี่ครับ เวย์โปรตีน 5 ปอนด์ ของเรา เราขายตั้ง 4,950 บาท แต่เวย์โปรตีนยี่ห้อ ? ? ? ตอนที่อยู่อเมริกา ก็ขายพอๆกับเรา แต่พอมาขายที่เวบในไทย มันขายแค่ 2,700 บาทเองครับ  ดังนั้น ลูกพี่ต้องรีบดัมพ์ราคาจาก 4,950 บาท ให้เหลือ 2,700 บาท เพื่อสู้กับของยี่ห้อ ? ? ?  ที่ขายกันเกร่อในเวบต่างๆในไทยนะครับ" / ก็คำตอบเดียวกันกับเรื่องกระเป๋านั่นแหละ คือร้าน GNC ไม่จำเป็นต้องดัมพ์ราคาจาก 4,950 บาทให้เหลือ 2,700 บาท เพื่อสู้กับยี่ห้อ ? ? ? เพราะบริษัท GNC ก็ย่อมรู้อยู่แล้วว่า ไอ้ยี่ห้อ ? ? ? ที่ขายในไทยนั้น "มันเป็นของปลอม" ดังนั้น บริษัท GNC จึงไม่จำเป็นต้องแก้ราคา 4,950 บาท ของตัวเองแต่อย่างใด


มองภาพรวม โดยใช้ทฤษฏีคู่กัดได้ดังนี้

* * * ในเมื่อตอนที่อยู่ต่างประเทศ บริษัทขายอาหารเสริม GNC เป็นคู่กัดกันกับบริษัทขายอาหารเสริม ? ? ? ดังนั้น ไม่ว่าบริษัท GNC จะทำอะไร ลดแลกแจกแถม ตั้งราคา ฯลฯ  ทางบริษัท ? ? ?  ก็จะทำเหมือนๆกัน  จึงทำให้ราคาขายเวย์โปรตีนขนาด 5 ปอนด์ของบริษัท GNC และบริษัท ? ? ? มีราคาพอๆกัน / ก็เหมือนบริษัทโค้ก กับบริษัทเป๊ปซี่ที่อเมริกา ที่ทำอะไรคล้ายๆกัน เพราะเป็นคู่กัดกัน

* * * คราวนี้ พอมาดูในไทย โดยให้ดูที่บริษัทโค้ก กับเป๊ปซี่ "ในไทย" ก่อน จะเห็นได้ว่า ราคาโค้กกระป๋อง กับราคาเป๊ปซี่กระป๋องก็เท่ากัน  เพราะเขาเป็นบริษัทคู่กัดกันมาตั้งแต่อยู่ที่อเมริกาแล้ว ดังนั้น แม้ว่าจะมาอยู่ในไทย สองบริษัทนี้ (คือโค้กกับเป๊ปซี่)  ก็ยังเป็นคู่กัดกันต่อ ก็คือจะขายของราคาเท่าๆกัน เพื่อแย่งลูกค้ากันเอง

       แต่พอเรามาจับพิรุธเรื่องราคาอาหารเสริม ของบริษัทขายอาหารเสริม GNC "ในไทย" กับบริษัท ? ? ? ปรากฏว่า มันไม่เป็นไปตามกลไกทางการตลาด เหมือนบริษัทโค้กกับเป๊ปซี่ "ในไทย" เลย / นั่นคือ บริษัท GNC ขายเวย์ 5 ปอนด์ในราคา 4,950 บาท ทำไม GNC ไม่ยอมดัมพ์ราคาลงมาให้เท่ากับบริษัทคู่กัด คือบริษัท ? ? ? ที่ขายเวย์ 5 ปอนด์ในราคาแค่ 2,700 บาท เพื่อแย่งลูกค้ากับบริษัท ? ? ? เหมือนที่เคยเป็นคู่กัดกันตอนที่อยู่อเมริกา

       คือถ้าบริษัท ? ? ?  ให้เหตุผลว่า ที่เขาได้ในราคา 2,700 บาทได้นั้น เพราะเขาใช้วิธี ... (จุด จุด จุด) / ในกรณีนี้ ทางบริษัท GNC ก็จะต้องรีบใช้วิธี ... (จุด จุด จุด) เพื่อให้เวย์โปรตีนในไทย ของ GNC ลดลงเหลือ 2,700 บาท เท่ากับที่บริษัท ? ? ?  ขายอยู่

       แต่นี่ ปรากฏว่า ทางบริษัท GNC ก็ไม่ได้ลดราคาอะไรเลย คือขาย 4,950 บาทต่อไป และก็ปล่อยให้บริษัท ? ? ? ขายเวย์โปรตีน 5 ปอนด์ ในราคา 2,700 บาทอยู่อย่างนั้น  

       
ที่ บริษัท GNC ไม่ลดราคา ก็ด้วยเหตุผลเหมือนเรื่องกระเป๋าเวอร์ซาเซ่นั่นเองครับ คือเขาก็มั่นใจว่าเขาขายของแท้อยู่แล้ว ดังนั้น ใครจะไปซื้อของปลอม ที่เวบในไทยไปเอายี่ห้อ ? ? ? มาปลอมขาย ในราคาที่ถูกกว่า  บริษัท GNC ก็เลยไม่สนใจไงครับ

* * * ถ้าเวบขายอาหารเสริมปลอม บอกว่าขายยี่ห้อ ? ? ?  ได้ถูก เพราะมีโรงงานผลิตอยู่ในไทย / ทาง GNC ก็คงจะขอตั้งบริษัทผลิตในไทย เพื่อแข่งขันกับบริษัท ? ? ?  แล้วล่ะครับ  เพราะคุณต้องไม่ลืมว่า บริษัท GNC เปิดขายอาหารเสริมในไทยมาก่อนบริษัทอื่นเลย / คือถ้าการตั้งโรงงานผลิตมันง่ายขนาดนั้น (ตามคำที่เขาโกหก)  บริษัท GNC  ก็คงจะมีโรงงานไปก่อนแล้วล่ะครับ แต่เพราะมันทำไม่ได้ไงครับ มันไม่ได้ตั้งโรงงานง่ายขนาดนั้น

* * * ถ้าเวบขายอาหารเสริมปลอม บอกว่าขายยี่ห้อ ? ? ?  ได้ถูก เพราะไม่มีหน้าร้าน ไม่ต้องจ้างพนักงาน / ทาง GNC ก็คงจะปิดหน้าร้าน และขายทางเวบอย่างเดียว เหมือนที่เวบขายอาหารเสริมปลอม โกหกแล้วล่ะครับ  แต่นี่ ทำไมทาง GNC ไม่ทำอย่างนั้น ก็เพราะนั่นเป็นเพียงการโกหก (เรื่องไม่มีหน้าร้าน) เพื่อปิดโอกาส ไม่ให้ อย.สุ่มตรวจอาหารเสริมปลอมไงครับ เขาถึงไม่กล้ามีหน้าร้านกัน

* * * เวบขายอาหารเสริมปลอม ขายอาหารเสริมราคาถูกกว่า GNC สองเท่าตัว แต่กลับมีการลดแลก แจก แถม / ในขณะที่สินค้าของ GNC ขายแพงกว่าถึงสองเท่าตัว กลับไม่มีการลดแลกแจกแถมเลย เพราะอะไร? ก็เพราะว่า GNC เขาลดจนสุดเพดานแล้วไงครับ  ก็เพราะต้นทุนของสินค้าของแท้นั้น ย่อมสูงกว่าต้นทุนของอาหารเสริมปลอม เหมือนกับกระเป๋ายี่ห้อ เวอร์ซาเซ่ของแท้ ใบละ 30,000 บาท กับเวอร์ซาเซ่ของก๊อปใบละ 180 บาทนั่นเอง มันเอามาเทียบกันเรื่องต้นทุนระหว่างของแท้กับของเทียมไม่ได้อยู่แล้วล่ะครับ

* * * คุณซื้อเวอร์ซาเซ่ของแท้ใบละ 30,000 บาท หรือของก๊อปใบละ 180 บาท มันก็ยังไม่ทำอันตรายกับสุขภาพคุณนะครับ / แต่การซื้ออาหารเสริมปลอมไปใช้ มันจะไม่เหมือนกันนะครับ เพราะคุณจะรับเอา "เมลานิน" ที่อยู่ในอาหารเสริมปลอมเหล่านั้น เข้าไปในกระแสเลือดคุณ  เป็นการตายแบบผ่อนส่งครับ / ใช้ชีวิตอยู่กับลูกกับเมียนานๆดีกว่า อย่าเอาแต่ของถูกเป็นหลัก จนต้องจบชีวิตลงด้วยเวลาอันสั้นเลยครับ /  ผมไม่สามารถบังคับคุณว่า คุณต้องซื้อของแท้ (แม้จะราคาแพงก็ตาม) เพราะนั่นเป็นเงินของคุณ อยู่ในกระเป๋าของคุณ  ดังนั้น สิ่งที่ผมทำได้ ก็คือแค่เตือนเท่านั้นครับ / ไม่มีคนขายอาหารเสริมของปลอมคนไหน ที่บอกว่าเขาขายอาหารเสริมปลอมหรอกครับ คุณต้องดูเอาเองจากสภาพแวดล้อมต่างๆที่ผมพยายามอธิบายให้เข้าใจ ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง พิรุธในเรื่องราคา ที่ผมนำมาให้อ่านในเวบหน้านี้นั่นเอง

- END -


 1  <  2  <  3  <  4  <  5  <  6  <  7  <  8  

การใช้พรีเซนเตอร์


- หน้า 7 -

การใช้พรีเซนเตอร์

 1  <  2  <  3  <  4  <  5  <  6  <  7  >   8  

        ในชีวิตประจำวันนี้ เรามักจะทำตัวเป็นลูกค้าเสมอ หมายความว่า มองอะไรในมุมของลูกค้าเสมอ ยกตัวอย่างเช่น มองว่าทำไมร้านค้านี้ บริการไม่ดี ,แสงไฟในร้านค้านี้ มืดไปหน่อย ฯลฯ  ในวันนี้ ผมอยากให้คุณลองเปลี่ยนมามองในมุมของเจ้าของกิจการบ้าง เพื่อจะได้เข้าใจในหัวข้อเรื่อง "พรีเซนเตอร์" ได้ดี

       สมมติว่าคุณเป็นเจ้าของกิจการขาย "ยาปลูกผม" หรือว่า กิจการ "ขายแว่น" อยู่ และคุณต้องการจัดงานอีเว้นท์ คือมีการแสดงสินค้าในที่สาธารณะ สิ่งที่คุณจำเป็นต้องมี เขาเรียกว่า "พรีเซนเตอร์" คือเป็นตัวแทน หรือเป็นสัญญลักษณ์ให้เห็นว่า ทันทีที่ลูกค้าใช้ผลิตภัณฑ์ของเขาล่ะก็ ผมจะดกเหมือนพรีเซนเตอร์ หรือถ้าเป็นเรื่องแว่นตาล่ะก็ เมื่อใส่แล้วก็จะดูดีเหมือนพรีเซนเตอร์

       การบ้านของเจ้าของกิจการ ก็คือต้องหาบุคคลที่มาเป็นพรีเซนเตอร์แล้วทำให้สินค้าของเขาดูดี




      (ภาพบน) ถ้าเราเป็นเจ้าของกิจการ "ยาปลูกผม" เราก็ต้องเลือกพรีเซนเตอร์ที่ผมดก ,สลวย ,เข้ารูป อันนี้มันเป็น "ธรรมชาติของเจ้าของกิจการ" (ธรรมชาติในการเลือกพรีเซนเตอร์)  อยู่แล้ว / คราวนี้ เรามาฉุกคิดเรื่องนี้กัน (ในฐานะลูกค้า) ว่า เวลาที่พรีเซนเตอร์ในภาพข้างบนนี้ ออกงานอีเว้นท์ เราต่างก็พากันเข้าใจว่า พรีเซนเตอร์คนนี้ ใช้ยาปลูกผม (ยี่ห้อที่เขากำลังเป็นพรีเซนเตอร์อยู่) ก็เลยทำให้ผมเขาสวยเหมือนคนในภาพข้างบนนี้  "แต่ความจริง" ทั้งชีวิตนี้ เขาอาจไม่เคยใช้ยาปลูกผมยี่ห้อนี้เลยก็ได้


     (ภาพบน) ถ้าเราเป็นเจ้าของกิจการขายแว่น เรา (ในฐานะเจ้าของกิจการ) ก็ต้องเลือกคนที่ใส่แว่นแล้วดูดี มาเป็นพรีเซนเตอร์

       นั่นหมายความว่า ทั้งพรีเซนเตอร์ของสินค้า ยาปลูกผม และพรีเซนเตอร์ของสินค้า แว่นตา นั้น ต่างก็ "มีดีมาก่อน" ก่อนที่จะมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้านั้นๆ (เพราะมีดี เลยถูกเลือกให้มาเป็นพรีเซนเตอร์ไง) ยกตัวอย่างเช่น เขามีโครงสร้างกรรมพันธ์ที่ทำให้ผมเขาดูดก ,สลวย หรือถ้าเป็นพรีเซนเตอร์แว่นตา เขาก็มีสัดส่วนใบหน้าที่เข้ารูปกับขนาดของแว่นตา ยกตัวอย่างเช่น มีใบหน้าแคบ ,ความกว้างและยาวของหน้าผากและโหนกแก้ม สัมพันธ์กับความกว้างของแว่น

       นั่นหมายความว่า เขา (คือพรีเซนเตอร์ ทั้งของยาปลูกผม และแว่นตา) "ไม่ใช่" มาดูดี เพราะใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ 
คือเขา ถูกเลือกมาเป็นพรีเซนเตอร์ ก็เพราะเขาดูดีมาก่อน หรือมีคุณสมบัติที่ใส่แว่นตานั้น แล้วทำให้ใบหน้าโดยรวม ดูดีต่างหาก

       แนวคิดเรื่องที่ผมอธิบายมาข้างบนนี้ ก็ถูกนำมาใช้ในวงการขายสเตอรอยด์ หรือขายอาหารเสริมปลอมเช่นกัน นั่นคือ ใช้พรีเซนเตอร์ มาทำให้ลูกค้าเข้าใจผิด เหมือนกับที่เข้าใจผิดเรื่องยาปลูกผม และ แว่นตา อย่างที่ผมยกตัวอย่างมาข้างบน  เข้าใจผิดอย่างไร? ก็คือ...

       ถ้าเป็นการขายสเตอรอยด์ - เขาก็จะเอาคนเล่นกล้ามที่ใช้สเตอรอยด์จริงๆ และกล้ามใหญ่มากๆ (เพราะใช้สเตอรอยด์นั้น) มาขายสเตอรอยด์ให้คุณ  ซึ่ง "ใบหน้า" และ "สุขภาพ" ของพรีเซนเตอร์สเตอรอยด์นี้ ยังดูดีมากๆ ใบหน้ายิ้มแย้ม แก้มเป็นสีชมพู กล้ามไบเซบเต่งตึง  ทำให้เราในฐานะลูกค้า เคลิ้มไปว่า เมื่อใช้สเตอรอยด์พวกนี้แล้ว ก็จะมีสุขภาพดีเหมือนพรีเซนเตอร์คนนี้  แต่ความจริงก็คือ ร้อยละ 99 ของคนที่ใช้สเตอรอยด์ไปแล้ว จะติดมันเหมือนยาเสพติด และมีผลร้ายทางร่างกายอย่างมาก ดูรูปได้ที่ลิงค์  http://www.tuvagroup.com/picsample-5601260832.html ซึ่งเวลาที่เขาจะขายสเตอรอยด์ให้คุณ เขาจะไม่เอาภาพที่ดูไม่ดี เหมือนในลิงค์นี้มาให้คุณดู และไม่เอาพรีเซนเตอร์ที่กำลังอยู่ในสภาวะสุขภาพถดถอย มาขายสเตอรอยด์ให้คุณแน่ๆครับ

       ถ้าเป็นการขายอาหารเสริมปลอม - เขาก็แค่เลือกนักเพาะกายดังๆ เอามาเป็นพรีเซนเตอร์ให้อาหารเสริมปลอมนั้น ก็เหมือนอย่างที่ผมบอกมาข้างต้นนั่นแหละ ว่าพรีเซนเตอร์ นักเพาะกายดังๆนี้ "มีดีมาก่อน" ถึงถูกเลือกมาเป็นพรีเซนเตอร์  ไม่ใช่มีดี (คือกล้ามสวย) เพราะใช้อาหารเสริมปลอมตัวนั้น

       เมื่อคุณรู้เท่าทันเจ้าของกิจการ (ขายสเตอรอยด์ และขายอาหารเสริมปลอม) คุณก็จะได้ "ตื่น" จากการถูกสะกดจิตให้คิดว่า สินค้าอันตราย (เช่นสเตอรอยด์) หรือสินค้าปลอม (คืออาหารเสริมปลอม) ทำให้ "พรีเซนเตอร์" ดูดีได้ขนาดนั้น  ตืนได้แล้วครับ...

หน้าถัดไป

1  <  2  <  3  <  4  <  5  <  6  <  7  >   8  


ทำสินค้าปลอมได้เหมือนมาก


- หน้า 6 -

 ทำสินค้าปลอมได้เหมือนมาก

 1  <  2  <  3  <  4  <  5  <  6  >   7  >   8  

        มีคนพยายามเบี่ยงเบนประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของปลอมนะครับ  คือสมมติว่ามีข่าวหนาหูว่า ตัวแทนของบริษํท xxxxx ในไทย (สมมตินะครับ) ไปซื้อหัว xxxxx มาใช้ แล้วแอบขายของปลอมร่วมด้วย! (ขายของปลอมร่วมกับของจริง เช่นขายของปลอมไปสามขวด ก็จะมีของแท้ออกมา 1 ขวด)  /  คำว่าเบี่ยงประเด็นในที่นี้ก็คือว่า พอมีข่าวหนาหูว่า สินค้ายี่ห้อ xxxxx ที่เห็นในท้องตลาดเป็นของปลอม  ไอ้เจ้าคนที่ซื้อหัว ( คำว่าซื้อหัวในที่นี้ ก็คือการขอเป็นตัวแทนจำหน่ายของยี่ห้อ xxxxx ในไทยนะครับ ) ก็รีบออกมา เอาเอกสารยืนยันต่อสาธารณชนโดยทั่วไปเลยว่า เขาได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนของอาหารเสริมยี่ห้อ xxxxx ในไทยแล้ว และบริษัท xxxxx ก็มีตัวตนอยู่จริงที่อเมริกาโน่น ,มีการโฆษณา มีสื่อประชาสัมพันธ์ ดังนั้น สินค้าของ xxxxx ที่ขายในไทยทั้งหมดจึงเป็นของแท้! พร้อมทั้งพาไปดูโกดังที่เก็บสินค้าของ xxxxx และมีพรีเซ็นเตอร์มาออกงาน และยืนยันความเป็นของแท้อีกด้วย

       นี่แหละครับ คือความหมายของคำว่า เบี่ยงประเด็น  เพราะอะไรถึงเรียกว่าเป็นการเบี่ยงประเด็นครับ ก็เพราะผมไม่เคยพูดเลยว่าอาหารเสริมยี่ห้อ xxxxx เป็นของปลอมนะครับ  คือไอ้เจ้ายี่ห้อ xxxxx น่ะ เป็นของแท้ และมีตัวตนที่อเมริกาจริงๆ  และใบอนุญาตที่บริษัทตัวแทนได้รับมา ก็เป็นของแท้ อันนี้ผมเชื่อครับ แต่สิ่งที่ไม่เชื่อก็คือ เราจะสามารถเชื่อใจบริษัทที่ไปซื้อหัวอันนี้มาได้ไหมว่า จะไม่เอาของปลอมมาแทรกขายร่วมกับของจริงน่ะครับ / ดังนั้น ถ้าจะให้ผมมั่นใจว่าผมจะซื้อสินค้ายี่ห้อ xxxxx ในไทยได้ ก็มีอย่างเดียว คือต้องมีหน้าร้านตั้งขายในห้างดังๆเท่านั้นครับ (เพื่อพร้อมสำหรับการตรวจสอบได้ตลอด 24 ชม.หรือจนกว่าห้างจะปิด) ผมจะไม่ซื้อจากเซลล์ตามโรงยิมเป็นอันขาด / แล้วอะไรเป็นเหตุให้ผมไม่ซื้อกับเซลล์ตามโรงยิมน่ะหรือ คำตอบก็คือบทความในหน้านี้นั่นแหละครับ คือของปลอมสมัยนี้มันทำได้เหมือนมากๆ       จากที่ผมเคยเล่าให้ฟังมาก่อนหน้านี้แล้วว่า โลกเราทุกวันนี้ มันไม่ค่อยน่าอยู่เท่าไร คือคุณธรรมของคนในโลกเรา ค่อนข้างจะตกต่ำ  ตกต่ำอย่างไรก็เพียงแค่ตัวเองต้องการเอาเงินไปใช้  ถึงกับยอมเอาของปลอมมาหลอกขายคนอื่น  โดยไม่สนใจว่าคนที่เอาของปลอมไปใช้จะเกิดอันตรายขนาดไหน  นี่แหละที่เขาเรียกว่าความละโมบของมนุษย์นั้น ไม่สนใจเลยว่าคนอื่นจะได้รับเคราะห์กรรมอย่างไร



      จากประสบการณ์การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในคดีเกี่ยวกับเรื่องการปลอมแปลงสินค้านั้น  ผม Webmaster ( ในฐานะตำรวจที่ดำเนินคดี ต้องยอมรับเลยว่าสินค้าของปลอมเทียบกับของจริงสมัยนี้ มันแยกไม่ออกเลยจริงๆ  (ผู้ชายที่ทำศัลยกรรมบางคน ยังสวยกว่าผู้หญิงจริงๆเสียอีก)  ยิ่งวิทยาการเกี่ยวกับการพิมพ์ ,การก๊อปปี้ ,การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ถูกพัฒนาไปมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้การปลอมแปลงดูแนบเนียนมากขึ้นเท่านั้น

       ขนาดธนบัตรปลอม มันยังเลียนแบบกันได้เหมือนเป๊ะ  สามารถนำธนบัตรปลอมนั้น ไปหลอกใช้ซื้อของกับพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ได้อย่างสบายๆ  นับประสาอะไรกับขวดและฉลากที่ติดอยู่บนอาหารเสริมปลอมพวกนั้น

       ที่ผมเอาเรื่องนี้มาพูด ก็เพื่อเตือนเพื่อนสมาชิกบางท่าน ที่ดื้อดึง ถือว่าเคยซื้ออาหารเสริมยี่ห้อนั้น ยี่ห้อนี้ใช้มาเป็นเวลานานแล้ว  น่าจะสามารถแยกออกได้ว่าขวดไหนจริง ขวดไหนปลอม  อย่างนี้ ผมถือเป็นความประมาทอย่างหนึ่งนะครับ  เพราะมันก็เหมือนเรื่องธนบัตรปลอมนั่นแหละ ทั้งๆที่เราใช้อยู่ทุกวัน บางทีเรายังไม่สามารถแยกธนบัตรปลอมกับจริงได้ด้วยตาเปล่าเลยครับ

       ก็ในเมื่อเราพึ่งพาสายตาของเรา ( ในการแยกแยะของจริงกับของปลอม ไม่ได้  เราจึงต้องพึ่งตัวกรอง เพื่อให้เราห่างไกลจากของปลอม  ซึ่งตัวกรองที่ว่านี้ ก็คือเราต้องหา แหล่งซื้อ อาหารเสริมที่ปลอดภัยที่สุดมากกว่าที่จะมาเลี่ยงของจริงกับของปลอมด้วยสายตาของเราเพียวๆ  และการจะหา แหล่งซื้อที่ปลอดภัยนั้น ผมก็มีแนะนำไว้แล้วที่ลิงค์  http://www.tuvayanon.net/7as-001001F-571110-1534.html 


ไข่ปลอมที่ถูกจับได้ในไทย เมื่อกลางปี พ.ศ.2552


      ไข่ไก่ปลอมได้เข้ามาในไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 แล้วนะครับ โรงงาน ( ทำไข่ปลอม ) แรกๆที่ถูกจับได้นั้น อยู่ที่ทางเหนือของประเทศลาว ที่อยู่ติดกับประเทศจีน แล้วเข้ามาทางตลาดหนองคาย  มีราคาขายที่ตลาดหนองคายอยู่ 1.50 บาท ( ต้นทุนคือ 0.75 บาท )  ในขณะที่ไข่จริงที่มีขนาดเดียวกัน จะมีราคา 3 ถึง 5 บาท

       คนซื้ออาหารเสริมปลอม หรือไข่ปลอมพวกนี้มากิน ก็คือการทำลายหลักฐานโดยสมบูรณ์แบบแล้ว ( คือกินเข้าไปอยู่ในท้องแล้ว ) ดังนั้น พวกมิจฉาชีพพวกนี้จึงลอยนวลอยู่ได้ เพราะไม่มีหลักฐานอะไรไปจับเขาไงครับ / ยกตัวอย่างเรื่องไข่ปลอมนี้  เมื่อมองจากเปลือกภายนอกก็จะไม่เห็นความแตกต่างเมื่อเทียบกับไข่จริงเลย ทั้งสี ทั้งขนาด  และถึงแม้ เวลาตอกออกมา ความหนาของเปลือกไข่ ก็เหมือนของจริงอีก และยังมีไข่ขาว ไข่แดงเหมือนของจริง ทุกประการ ปรุงอาหารได้เหมือนกันอีก / แต่ถ้าตอกใส่ถ้วยไว้แบบในภาพข้างบนนี้ แล้วทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง ไข่ปลอมจะเริ่มส่งกลิ่นคาวมากกว่าไข่จริง และเริ่มแสดงลักษณะของแป้งผสมสีออกมา

( ภาพบน ) ไข่ปลอมที่กระเทาะแล้ว เหมือนไข่จริงมาก.ก..ก..

       ( ภาพบน ) สารสำหรับทำไข่ขาว ก็คือสารเคมีในภาพข้างบนนี้ อันได้แก่ เยลลี่ ,แป้ง ,Benzoic acid และ อลูมิเนียม โปแตสเสียม  ซึ่งตัวที่น่ากลัวที่สุดก็คือตัว อลูมิเนียม โปแตสเซียม นี่เอง เพราะสารตัวนี้ เขาเอาไว้ใช้กัดสีของโลหะ หรือเอาไว้กัดสนิมในโรงงานอุตสาหกรรมนั่นเอง

       สารสำหรับทำไข่แดงนั้น เขาใช้สีผสม ซึ่งยังไม่สามารถระบุส่วนประกอบของสารเคมีนี้ได้

       ส่วนที่ทำเป็นเปลือกไข่นั้น ทำจากพาราฟิน แว็กซ์ ผสมกับน้ำขาว ( ซึ่งในส่วนของน้ำขาวนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นส่วนประกอบของอะไร ) แล้วเอาไข่ปลอมไป "จุ่ม" แล้วตากให้แห้ง เพื่อให้ออกมาดูเป็นเปลือกไข่



     ( ภาพบน ) น้ำในขวดสีส้มๆ กับของเหลวขาวๆขุ่นๆในทัปเปอร์แวร์ ใช้ผสมกัน แล้วเรียกว่า "น้ำวิเศษ" ทำมาจากแคลเซียมคลอไรด์  มีคุณสมบัติในการทำให้ไข่แดง (ปลอม) กลมตัวอยู่ไปตลอด (ลอยในไข่ขาวปลอมอีกทีหนึ่ง)  / โปรดสังเกตุ "บล็อค" ทำไข่ปลอมในรูปข้างบนนี้ จะมีด้านหนึ่ง ทำเป็นรูกลมๆ ( สำหรับไข่แดงปลอม ) ส่วนอีกด้านหนึ่งของบล็อค ทำเป็นรูป รีๆ ยาวๆ สำหรับใส่ไข่ขาวปลอม  และลักษณะบล็อค จะเอียงลาดมาทางด้านรูป รีๆ ยาวๆ นี้ / คราวนี้ เรามาดูขั้นตอนการทำกันครับ


     ( ภาพบน ) เอาไข่แดงปลอมใส่บล็อคด้านกลมก่อน เสร็จแล้วจึงเอาน้ำวิเศษ ( ในขวดสีส้ม) เทใส่ไข่แดงปลอม เพื่อให้มันเคลือบไข่แดงปลอมเอาไว้ เพื่อให้ไข่แดงปลอมนี้ มีลักษณะพิเศษ คือ กลม และลอยตัวอยู่ในไข่ขาวปลอมได้ / ตอนนี้ ตัวที่เป็นไข่ขาวนั้น อยู่ในถังสีเขียวข้างล่าง / เมื่อเทน้ำวิเศษ ใส่ไข่แดงปลอมเสร็จแล้ว  ก็เคลื่อนย้ายไข่แดงปลอม ให้ "กลิ้ง" ไปอยู่ที่อีกหลุมหนึ่ง ซึ่งเป็นหลุมที่ รีๆ ยาวๆ / ตอนนี้ จะมีไข่ขาวปลอม ใส่สังสีเขียว รออยู่ด้านล่าง ( ในรูปข้างบนนี้ )



     ( ภาพบน ) ค่อยๆหย่อนบล็อคลงไปในไข่ขาวปลอม ( ที่อยู่ในถังสีเขียว )  /  ด้วยความลาดเอียงของตัวบล็อค ก็เลยทำให้ไข่ขาวปลอม ค่อยๆไหลเข้ามาในบล็อค ( ด้าน รีๆ ยาวๆ นั้น )


( ภาพบน ) เอาไข่ขาวปลอม (ที่มีไข่แดงปลอมอยู่ข้างใน) ไปเคลือบพาราฟิน แว็กซ์ เพื่อทำเป็นเปลือกไข่ ทิ้งไว้ให้แห้ง ก็เป็นอันเสร็จพิธี


     ( ภาพบน ) เวลาเอามาทำอาหารนั้น เมื่อดูด้วยสายตาภายนอก จะไม่เห็นความแตกต่างจากไข่ของจริงเลย  แต่เมื่อดูในเรื่องสารประกอบเคมีที่อยู่ในตัวไข่ปลอม จะพบว่ามันไม่มีคุณค่าทางอาหารเลย เพราะทำจากสารเคมีเพื่อให้ "ดูคล้าย" ไข่ของจริงเท่านั้น  มิหนำซ้ำยังต้องทานตัวกัดสนิม คือตัวอลูมิเนียม โปแตสเซียมที่ทำเป็นไข่ขาวปลอม  เข้าไปในกระเพาะของเราด้วย อะไรจะเกิดขึ้น คิดดูแล้วกันครับ

       ขอย้อนกลับมาพูดซ้ำเรื่องราคากันอีกทีนะครับ  ต้นทุนไข่ปลอมคือ 0.75 บาท  ในขณะที่ไข่จริงที่มีขนาดเดียวกัน จะมีราคา 3 ถึง 5 บาท ดูเอาแล้วกันว่า  "แรงจูงใจจากกำไรแค่ฟองละหนึ่งบาทห้าสิบสตางค์"  เขาก็ยังทำปลอมกันแล้ว ดังนั้น มันจึงไม่น่าแปลก ที่พวกมิจฉาชีพ จะเกิดแรงบันดาลใจ แรงจูงใจ ที่จะปลอมอาหารเสริม ที่ขายแล้วได้กำไรขวดละ 3,500 บาทอย่างสบายใจเฉิบ ขนาดกำไรของปลอมขวดละห้าร้อยกว่าบาท อย่างการปลอมอะมิโน 10000 ยี่ห้อเฮลท์ตี้เอ็น เขาก็ลงมือทำกันแล้วล่ะครับ / จากนั้น ก็เอากำไรดังกล่าว มาแบ่งผลประโยชน์กับผู้ร่วมกระบวนการขาย ( เรียกว่า ไม่งกในเรื่องของการแบ่งผลกำไร ) เป็นขั้นเป็นตอนแบบขั้นบันได  ทำให้ผู้ช่วยขายได้รับส่วนแบ่งมากกว่าการขายอาหารเสริมของแท้ / ดังนั้น พวกมิจฉาชีพ พวกนี้ จึงมีชีวิตอยู่ได้อย่างสบายๆ ด้วย "เงินของเหยื่อ" ที่จะต้องตายแบบผ่อนส่งอย่างช้าๆ เพราะกินอาหารเสริมปลอมที่มีสารพิษเข้าไปในร่างกายทุกๆวันนั่นเองครับ

หน้าถัดไป

1  <  2  <  3  <  4  <  5  <  6  >   7  >   8  

ซื้อ "หัว"ยี่ห้อดังๆมาใช้ เพื่อแทรกการขายของปลอม


- หน้า 5 -

ซื้อ "หัว"ยี่ห้อดังๆมาใช้ เพื่อแทรกการขายของปลอม

 1  <  2  <  3  <  4  <  5  >   6  >   7  >   8  


รูปแบบการโกง - จากหัวข้อก่อนหน้านี้ที่เพื่อนสมาชิกได้อ่าน (คือเรื่อง "ไม่มีหน้าร้าน" ที่ลิงค์  http://www.tuvagroup.com/Kfvbb-A-02-F-590511-0319.html   นั้นก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ระบบตรวจสอบของบริษัทนี้ ยังอ่อนอยู่ คือไม่มีกล้องแอบส่องดูเหมือนบริษัทจีเอ็นซี  ซึ่งพวกมิจฉาชีพ ก็จะรู้ได้เลยว่าระบบการตรวจสอบที่บริษัทนี้ห่วยจึงไปซื้อ "หัวบริษัทนี้จากบริษัทแม่ที่อยู่ต่างประเทศมาซะเลย เพราะรู้ว่าระบบตรวจสอบมันไม่ค่อยดี จะได้แอบแทรกขายของปลอมได้ ซึ่งก็เป็นเนื้อหาที่เราจะคุยกันในครั้งนี้นะครับ

       เรื่องเกี่ยวกับการซื้อ "หัวมาใช้ มันสำคัญอย่างไรผมขอเล่าเป็นเหตุการณ์สมมติใหัฟังเลยแล้วกันครับ  โดยในการยกตัวอย่างนี้จะเปลี่ยนจากอาหารเสริมปลอมมาเป็นแผ่นดีวีดีเถื่อนแทน  เหตุการณ์มันเป็นอย่างนี้

       1.ตอนแรก นาย ก.ขายดีวีดีเถื่อนมาตลอด ทำดีวีดีเถื่อนเอง ,ขายเอง และขายมาเป็นเวลานาน  และด้วยการที่ขายเป็นเวลานานนั้น นาย ก.จึงรู้ว่า จะต้องไปซื้อแผ่นดีวีดีเปล่าได้ที่ไหน (ที่ปลอดภัยจากตำรวจ) ,จะต้องไปปั้มแผ่นก๊อปปี้ได้ที่ไหน (ที่ปลอดภัยจากตำรวจพูดง่ายๆคือ นาย ก.จะรู้ช่องทางทั้งหมดได้ว่าจะทำอย่างไร จึงจะทำดีวีดีเถื่อนออกมาได้ ,จะขายที่ไหนจึงจะปลอดภัย ,จะจ่ายให้เจ้าหน้าที่คนไหนเพื่อจะได้วางขายได้อย่างปลอดภัย (เพราะเจ้าหน้าที่บางคนก็ไม่ยอมรับเงิน)

       2.ต่อมา นาย ก.โดนจับจนได้แล้วก็ติดคุก

       3.หลังออกจากคุก  นาย ก.ศึกษาดูในตลาด ก็รู้ว่าบริษัทให้เช่าหนังดีวีดีชื่อ "บริษัท คอมโบดีวีดีมีระบบการตรวจสอบที่ห่วย   ดังนั้น นาย กจึงเดินทางไปที่บริษัทคอมโบดีวีดี และขอซื้อแฟรนไขส์เพื่อเป็นตัวแทนในการให้เช่าและขายหนัง
ดีวีดี (ผมขอเรียกการซื้อแฟรนไชส์นี้ว่า "การซื้อหัว" แล้วกันนะครับ)



      4.(สืบเนื่องมาจากข้อ 1.) คือการที่ นาย ก.รู้ช่องทางการทำดีวีดีเถื่อนมานาน ก็เลยสามารถจัดทำดีวีดีเถื่อน แล้วแอบเอาไปเข้าไปแทรกขายร่วมกับดีวีดีที่ถูกลิขสิทธิ์ในร้านแฟรนไชส์ของบริษัทคอมโบดีวีดี (เพราะบริษัทคอมโบดีวีดี มีการตรวจสอบที่ห่วย)  แล้วนาย ก.ก็รวยเละ เพราะบริษัท คอมโบดีวีดี ทำการตลาดไว้ดี  คนทั่วไปก็เลยเข้าใจว่า เขาสามารถมาซื้อหรือเช่าดีวีดีของแท้ จากร้านแฟรนไขส์ของบริษัทคอมโบดีวีดี ที่นาย ก.ซื้อหัวมานี้ได้  โดยหารู้ไม่ว่าลูกค้าเหล่านั้น ได้เผลอซื้อดีวีดีปลอมที่นาย ก.แอบเอามาแทรกขายในชั้นวางของไปเสียแล้ว 

       นี่แหละคือความหมายของคำว่า "ยืมหัวมาใช้  คือ ยิ่งบริษัทคอมโบดีวีดี ทำตัวน่าเชื่อถือมากเท่าไร  ก็จะทำให้พวกกาฝาก คือพวกมิจฉาชีพที่แอบนำดีวีดีเถือนมาขายในร้านนี้ ก็รวยขึ้นเรื่อยๆ  และถ้าวันใดวันหนึ่งมีเจ้าหน้าที่จะมาจับ  เจ้ามิจฉาชีพนี้ ก็รู้ว่าควรจะไปจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคนไหน (เพราะมีประสบการณ์ รู้ว่าควรจะจ่ายให้ใคร เท่าไร เพราะเคยทำก่อนหน้านี้มานานแล้ว ตามที่ผมเล่าไว้ในข้อ 1)   ทั้งหมดนี้ ก็เลยทำให้ นาย กขายดีวีดีเถื่อนที่ร้านแฟรนไชส์นี้ไปได้เรื่อยๆ

       และจากการที่ผมทำงานกับพวกอาชญากรมานาน ทำให้เรียนรู้ได้ว่าคนที่เคยทำผิดเกี่ยวกับเรื่องอะไรมาก่อน เมื่อติดคุกและพ้นโทษมาแล้วนั้น หากไม่เปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น แล้วเลือกทำอาชีพเดิมๆที่เกี่ยวกับความผิดเดิมที่เคยทำล่ะก็ ร้อยทั้งร้อย ก็ต้องย้อนกลับไปทำผิดในเรื่องเดิมๆอีกแน่นอน  เช่นคนที่เคยขายอาหารเสริมปลอมแล้วถูกจับได้ แล้วติดคุก  พวกนี้ พอพ้นโทษออกมาแล้ว ถ้ายังมาทำอาชีพเกี่ยวกับการขายอาหารเสริมอีก แม้ว่าจะทำตัวสะอาดเพียงไหน มันก็อดไม่ได้ที่จะแอบทำผิดเหมือนเดิมอีกครับ

( หมายเหตุ - ดีวีดีเถื่อน ยังมีตัวดีวีดีเป็นของกลางเพื่อใช้ในการจับกุมได้ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นอาหารเสริมปลอมแทน ก็จะจับกุมได้ยากเพราะคนที่ซื้ออาหารเสริมปลอม ได้ทานอาหารเสริมปลอมนั้น เข้ากระแสเลือดไปหมดแล้ว จึงหาของกลางมาดำเนินคดีได้ยาก  พวกมิจฉาชีพพวกนี้จึงลอยนวลอยู่ได้นานกว่ามิจฉาชีพรูปแบบอื่นน่ะครับ )

       มีวีดีโอตลกอันหนึ่ง อยากให้เพื่อนสมาชิกได้ดู ซึ่งจะสามารถใช้อธิบายสิ่งต่างๆได้ดี ลองดูนะครับ ข้างล่างนี้

* * *  ดูวิดีโอยูทูปที่ลิงก์  https://www.youtube.com/watch?reload=9&v=orlJUqxPnRg&feature=youtu.be

Pig Drawing Gag 

โดย Just For Laughs Gags 


      จากวีดีโอตลกข้างบนนี้ จะเห็นได้ว่า เด็กคนนี้ วาดรูปผู้หญิงอ้วน แบบสวยงามไว้อันหนึ่ง โชว์ให้เหยื่อดู  ซึ่งภาษาตำรวจ เขาเรียกภาพวาดที่สวยๆนี้ว่า "ตัวล่อเป้า" / จากนั้น เมื่อเหยื่อหลงเชื่อ เด็กก็ทำเหมือนว่า จะเอาภาพวาดสวยๆอันนี้ ให้เหยื่อนำไปให้ผู้หญิงอ้วน / แต่ความจริง เด็กแอบเปลี่ยนเอาอีกภาพหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพน่าเกลียดส่งให้เหยื่อไปแทน / สุดท้ายเหยื่อก็โดนหลอกเข้าเต็มๆ กลายเป็นที่หัวเราะเยาะของคนอื่นเอา / แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องยังไงกับเรื่องอาหารเสริมปลอม ก็เป็นดังนี้ครับ

เขาจะจัดอาหารเสริมของแท้ไว้เป็น "ตัวล่อเป้า" สำหรับรอรับการตรวจจาก อย. ฯลฯ
แต่เป็นคนละตัวกับที่ขายให้กับลูกค้า
      จะใช้ศัพท์ว่าผักชีโรยหน้า หรือศัพท์ว่าตัวล่อเป้า ก็ได้ / คือว่า ของพวกนี้ จะเป็นของแท้ทั้งหมด มีใบอนุญาตนำเข้าถูกต้อง เรียกว่าถูกกฏหมายทุกอย่าง แต่มิจฉาชีพ จะเอาของแท้พวกนี้เก็บไว้ที่คลังสินค้าเท่านั้น เพื่อรอรับการตรวจจาก อย. หรือฝ่ายสรรพากร ฯลฯ ที่อาจเข้ามาตรวจได้ทุกเวลา

       ส่วนของปลอม (คือตัวที่ทำกำไรให้กับมิจฉาชีพ) นั้น ก็จะจำหน่ายทางเวบ หรือเปิดเป็นงานอีเว้นท์ตามที่ต่างๆ แบบ 5 วันบ้าง 7 วันบ้าง จะไม่ยอมมีร้านแบบถาวรอย่างเด็ดขาด / ซึ่งอาหารเสริมตัวปลอมที่เอามาจำหน่ายนี้ จะเป็นคนละตัวกับตัวล่อเป้าที่อยู่ในคลังสินค้า พูดง่ายๆว่า ตัวที่โชว์ กับตัวที่ขายให้ลูกค้านั้น เป็นคนละตัวกัน แต่ทำเลียนแบบกระป๋องได้อย่างแนบเนียน


      ถ้าคนที่ถูกกล่าวหาว่าขายอาหารเสริมปลอม อยู่นั้น บริสุทธิ์ใจจริง ก็ต้องทำแบบร้าน GNC ในภาพข้างบนนี้ คือคุณจะต้องมีร้านแบบถาวรเลย และวางขายอาหารเสริมที่คุณอ้างว่าได้รับอนุญาตถูกต้องจากเจ้าของยี่ห้อแล้ว เอามาวางขายบนชั้นวางสินค้าเลย เพื่อที่ว่า สินค้าที่รอรับการตรวจจาก อย.ได้ตลอดเวลานั้น จะต้องเป็นสินค้าตัวเดียวกันกับที่ลูกค้าซื้อใส่ถุงกลับบ้านได้ / ไม่ใช่แยกเป็นสินค้าที่รอรับการตรวจเอาไว้ที่หนึ่ง (คือที่คลังสินค้า) แต่สินค้าที่จะขาย เอาไปขายอีกที่หนึ่ง (คือขายทางเวบ หรือตามงานอีเว้นท์) / ซึ่งการแยกที่ขายแบบนี้ มันก็จะเหมือนในวีดีโอตลกข้างบนนี้ ที่ผมเอามาให้ดู คือมันอาจมีการสับเปลี่ยนโดยเอารูปวาดของแท้เก็บไว้ แล้วเอารูปวาดของปลอม ให้เหยื่อไปก็ได้

       คนที่อ่านบทความนี้ของผม แล้วโกรธผม ก็แสดงว่าคุณร้อนตัว เพราะคุณกำลังขายอาหารเสริมปลอมอยู่ ซึ่งถ้าคุณขายอาหารเสริมของแท้อยู่ คุณก็ควรทำตามที่ผมบอก คือมีหน้าร้านแบบถาวรเป็นของตัวเองซะ  อย่าเป็นร้านชั่วคราวแบบที่เขาขายดีวีดีเถือนกันในห้างเลย / ถ้าคุณทำได้อย่างที่ผมบอก ผมจะช่วยเชียร์ให้เพื่อนสมาชิกไปซื้อของที่ร้านคุณด้วยซ้ำ เหมือนที่ผมเชียร์ร้าน GNC นั่นแหละ (ทั้งๆที่ผมก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับร้าน GNC เลย) และคุณก็ไม่ต้องเสียค่าสปอนเซอร์ให้ผมด้วย


      ถ้าคุณจะแก้ตัวว่า ถ้ามีหน้าร้านแล้ว จะทำให้ขายของแพงขึ้น ผมว่ามันไม่จริง ไม่อย่างนั้น จะมีรูปแบบการขายแบบร้าน "เจ้เล้ง" ในภาพข้างบนนี้ได้อย่างไร / สินค้า "เจ้เล้ง" เป็นของแท้ แต่ขายได้ในราคาถูกมาก ทำไมเขายังกล้าเปิดเป็นอาคารพาณิชย์ได้โจ๋งครึ่มขนาดนี้ (ส่วนที่ว่า ทำไมสินค้าร้านเจ้เล้ง เป็นของแท้ แต่ทำไมราคาถูกนั้น ผมจะไม่พูดไว้ในที่นี้ เอาเป็นว่า รู้ๆกันก็แล้วกัน)

       ถ้าคุณว่าอาหารเสริมของคุณเป็นของแท้ แต่ขายถูกได้ เพราะนำเข้าประเทศไทยเดือนละ 2,000 ขวดอย่างที่คุณกล่าวอ้าง หรือที่อ้างว่า เพราะมีโรงงานผลิตอยู่ในประเทศไทยเลย ฯลฯ  คุณก็ควรเปิดแบบร้านเจ้เล้งไปเลย คือเป็นของแท้นั่นแหละ แต่ขายราคาถูก เหมือนที่ร้านเจ้เล้งนี้ / ถ้าคุณทำได้อย่างนี้ ก็จะไม่มีใครที่จะหาข้อครหาใส่ไคล้คุณได้อีก


หน้าถัดไป

 1  <  2  <  3  <  4  <  5  >   6  >   7  >   8